วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บทเพลงทางการเมือง Don't cry for me Argentina

Don't cry for me Argentina จากภาพยนต์เรื่อง Evita


                         Evita เป็นหนังเพลงแนวดราม่าออกฉายในปี 1996 ที่สร้างจากเรื่องจริงของผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด Eva Perón ผู้นำทางการเมืองและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศอาร์เจติน่า เธอเปรียบเสมือนความหวังและนางฟ้าของประเทศก่อนที่อาร์เจติน่าล่มสลายหลังจาก Eva เสียชีวิตไปแล้ว บทภาพยนต์ Evita แสดงนำโดย Madonna และ Antonio Banderas ทั้งเรื่องเล่าถึงชีวิตของ Eva  Perón โดยใช้เพลงในการเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ (ดูแล้วอาจง่วงนอนบ้าง) เนื้อหาของหนังสื่อชีวิตหลายแง่มุมของ Eva Perón รวทั้งด้านความทะเยอทะยานของเธอ ทำให้ตัวเธอก้าวสู่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเพลงที่ดังที่สุดคือบทเพลง Don't cry for me Argentina เป็นเพลงที่ใช้ในฉากที่  Eva Perón พูดปราศัยกับประชาชนในอาร์เจติน่า ซึ่งภายหลังเพลงนี้ถูกนำมาร้องหลายครั้ง เนื้อหาของเพลงแสดงถึงความรู้สึกความหวัง ความปรารถนาของ  Eva Perón 



                                             Don't cry for me Argentina จากภาพยนต์ Evita






                                            Don't cry for me Argentina โดย Sarah Brightman







ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://piano.kharkov.ua/images/stories/composers/madonna%20dont%20cry%20for%20me%20argentina.jpg

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Sukiyaki บทเพลงคลาสสิก 3 เวอร์ชั่น

Sukiyakki โดย Kyu Sakamoto

                          บทเพลง Sukiyaki เป็นบทเพลงต้นฉบับของ Kyu Sakamoto บทเพลงที่สื่อถึงวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี เพลง Sukiyaki เป็นเพลงที่ฮิตมากในอเมริกาในปี 1963 ตัวเพลงมีความยาวประมาณ 3 นาที โดยเนื้อหาของเพลงเล่าถึงผู้ชายคนหนึ่งเงยหน้ามองฟ้าและเดินผิวปากไปเรื่อยๆในขณะที่นำ้ตาของเขาไหลไม่หยุด เนื้อหาแสดงถึงความรู้สึกและความทรงจำของคนที่แต่งเพลงคือ Rokusuke Ei  เขาได้แต่งเพลงนี้ขึ้นหลังจากกลับมาจากการประท้วงการคัดค้านการทำสนธิสัญญาความร่วมมือและความมั่นคงระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เขารู้สึกผิดหวังและหดหู่ใจเมื่อการประท้วงครั้งนี้ไม่สำเร็จ แต่เนื้อเพลงกลับแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวอย่างแรงกล้า และแสดงถึงความเข้มแข็งของชาติญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

                          เพลง Sukiyaki ถูกดัดแปลงเป็นภาษาอังกฤษโดยเนื้อหาของเพลงถูกดัดแปลงไปตามยุคสมัย เพียงแต่ยังคงทำนองเดิมไว้อยู่ โดยนักร้องอย่างวง 4 p.m. ได้นำเพลง sukiyaki กลับมาร้องใหม่อีกครั้งในยุค 90 เนื้อหาเพลงแสดงถึงความรัก และในช่วงยุค 60 นักร้องดูโอวง Blue Diamondsได้นำเพลง Sukiyaki มาดัดแปลงเช่นกันโดยเนื้อหาแสดงถึงความสัมพันธ์ ความรัก เป็นเรื่องราวในนะงะซากิ

เพลง Sukiyaki เป็นเพลงที่โลกหันกลับมามองญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากที่ญี่ปุ่นล่มสลายและพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2


วง 4 p.m. กับเพลง sukiyaki

Blue Diamonds



                                                    Sukiyaki โดย Kyu Sakamoto

                                                  Sukiyaki โดย 4 p.m.

                                                   Sukiyaki โดย Blue Diamonds





ขอขอบคุณภาพประกอบจาก

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Zee Avi ฟังเพลงเย็นๆกับนักร้องเสียงใสชาวมาเลเซีย

Zee Avi

                                ผู้เขียนมักฟังเพลงใน YouTube ไปเจอเพลง The book of Morris Johnson ของ Zee Avi ฟังแล้วรู้สึกเพลินดีเหมือนกัน เพลงน่ารักดี จริงๆเธอมีชื่อเสียงมานานแล้วจากการร้องเพลงลงใน YouTube ทำให้เธอเป็นที่รู้จัก ผู้เขียนชอบเสียงของเธอ เสียงเธอฟังแล้วมันไม่แหลมสูงและไม่แหบตำ่  ฟังสบายๆกับดนตรีประกอบเบาๆ ฟังแล้วได้บรรยากาศเย็นๆ ให้ความรู้สึกแบบไม่รีบร้อน เรื่อยๆเอื่อยๆ อิสระ ซึ่งแนวเพลงของ Zee Avi เป็นเพลงแนว Indy rock และ jazz

                                 Zee Avi เป็นนักร้องชาวมาเลเซียที่เกิดมาในครอบครัวของทนายที่อาศัยอยู่บนเกาะบอร์เนียว แล้วย้ายมาอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ตอนอายุ 12 เธอฝึกเล่นกีต้าร์ด้วยตัวเองตอนอายุ 17 ปี จากนั้นเธอไปเรียนต่อทางด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ประเทศอังกฤษ พอเรียนจบก็รู้ว่าแฟชั่นไม่ใช่แนวทางที่เธออยากเป็น ช่วงนั้นเองในปี 2007 Zee Avi อายุ 22 ปี เธอได้โพสวิดีโอเพลงแรกของเธอลง YouTube ชื่อเพลง Poppy ให้เพื่อนๆของเธอดู ปรากฏว่าผลตอบรับเกินคาดมีคนเข้ามาดูวิดีโอเธอเป็นจำนวนมาก และได้ไปเข้าตา Jack Johnson และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้องของเธอ

                                    เพลงของZee Avi เธอบอกว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงเก่าๆอย่าง The Carpenter, The Cranberries, หรือแม้กระทั่งเพลงในยุค 20 เธอชอบ Ella Fitzgerald และเธอหลงใหลในดนตรีแจ๊ส อย่าง Billie Holiday



                                                           The book of Morris Johnson


                                          Bitter Heart


                                                                      Concrete Wall


                                                                      Just You and Me


                                                                          Swell Window





ขอขอบคุณภาพและข้อมูล

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

CocoRosie ความแปลกและศิลปะของเพลง sub pop

CocoRosie

                                จะว่าไปแล้วเพลง sub pop เป็นแนวเพลงทีเราไม่เคยฟังมาก่อน แล้วไม่เคยได้ยิน จนมีอยู่มาหนึ่งอาจารย์ที่เคารพได้แนะนำ และเห็นว่าแนวเพลงแปลกดี ซึ่งก็แปลกจริง เราดูอยู่หลายรอบ ตอนแรกดูแล้วก็กลัว จากนั้นก็หลอน แล้วเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง แล้วมาชอบ มันเป็นเพลงที่สื่อความหมายเป็นนามธรรม ตอนดูแรกๆอาจจะงงๆ ประมาณว่ามีผู้หญิงอยู่ 2 คนแต่งตัวชุดโบราณ ไว้หนวด เดินอยู่ในบรรยากาศมืดๆ เหมือนมาเล่าเรื่องราว เรื่องราวของเพลงสื่อถึงชีวิต สังคม ความคิดโดยแสดงออกทางนามธรรมและศิลปะ

    CocoRosie  (ซ้าย) Bianca , (ขวา) Sierra


                              CocoRosie เป็นนักร้องคู่หูชาวอเมริกัน ประกอบด้วย Sierra และ Bianca โดย Sierra เกิดที่ไอโอวา และ Bianca เกิดที่ฮาวาย ตอนที่พวกเธอยังเด็กคือ Sierra อายุ 5 ขวบ และ Biance อายุ 3 ขวบ พ่อแม่ของทั้ง 2 คนหย่าขาดกัน พวกเธอจึงอาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นศิลปินและนักร้องพื้นเมือง ชีวิตช่วงนั้นพวกเธอต้องอพยพย้ายถิ่นทุกปี อย่างฮาวาย แคลิฟลอเนีย นิวแมกซิโก และอริโซนา ด้วยเหตุผลของแม่ที่เชื่อว่า ลูกๆของเธอจะได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นจริงของโลกใบนี้และเรียนรู้เรื่องของศิลปะได้มากกว่าอยู่ที่โรงเรียน แต่ทั้งสองก็เรียนจนจบไฮสคูล ในปี 1988 ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก และอีกสองปีต่อมา Sierra อายุ 20 ปี ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในอพารเมนต์เล็กๆแห่งหนึ่งในปารีส และเริ่มทำงานเป็นนักร้องโอเปร่า และเรียนต่อที่โรงเรียนสอนดนตรีปารีส (Conservatoire de Paris) ส่วนทางด้าน Bianca ที่อยู่ที่นิวยอร์กได้เรียนต่อทางด้านภาษาศาสตร์และสังคมวิทยา

                                ในปี 2003 Bianca ได้ไปอยู่กับ Sierra ที่ฝรั่งเศส ทั้งสองใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงซัมเมอร์ผลิตผลงานเพลงในห้องอคูสติกของอพาร์เมนต์ที่ทั้งสองอาศัยอยู่ ตัวเนื้อหาเพลงจะเกี่ยวกับผู้หญิง 2 คนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ความคิด ความรู้สึกจากจิตใต้สำนึก(ของผู้หญิง) ส่วนที่มาของวง CocoRosie มาจากชื่อเล่นของทั้งสองคนมารวมกัน คือ Rosie (Sierra) และ Coco ( Biance) ดนตรีที่ใช้เล่นมีหลายประเภท โดย Biance จะเป็นคนร้อง เล่นดนตรีประเภทตี  ส่วน Sierra จะร้อง เล่นกีต้าร์ เปียโน และฮารป์ และยังมีการใช้ Beatbox (การทำเสียงดนตรีจากปาก) และมีการเล่นคีย์บอร์ดและเบส

SUB POP LOGO
                                   
                                         เพลงของ CocoRosie เป็นแนวเพลง Sub pop  ถือเป็นดนตรีแนวใหม่ เป็นกลุ่มเพลงที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1986 จุดเริ่มต้นอยู่ที่ซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน โดยวงดนตรีวงแรกที่ร้องคือ วง Nirvanna ซึ่งแนวเพลง sub pop เกิดจากการผสมผสานของดนตรีหลายๆแนวมารวมกัน ถ้าเปรียบดนตรี sub pop กับงานศิลปะ ก็คงเป็นศิลปะ abstract ที่ีมีหลากหลายอารมณ์ คือเกิดจากการผสมดนตรี pop , rock , punk , Indy rock และดนตรีแนว Grung ซึ่งเป็นดนตรีที่มีความดิบของเสียง พัฒนามาจากดนตรีร๊อค และเฮฟวีเมลทัล เนื้อเพลงเป็นเนื้อหาเสียดสีสังคม

ลักษณะการแต่งตัวของ Cocorosie

การใช้ดินสอสีดำเขียนเป็นหนวด

fashion ของ Cocorosie

fashion ของ CocoRosie

                                         ส่วนเรื่องคอสตูมการแต่งตัว ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เราว่าพวกเธอคงได้รับอิทธิพลสมัยเมื่อตอนเป็นเด็ก การได้เห็นความจริงของชีวิตและการศึกษาศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ พวกเธอเคยสัมภาษณ์ไว้ว่า เริ่มออกแบบเสื้อผ้าเองตอนอายุ 15 ซึ่งพวกเธอมีจักรเย็บผ้าเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ และจุดประสงค์ที่พวกเธอแต่งหน้า ทาสี เขียนหนวดคือความตั้งใจที่ต้องการให้หน้าตาน่ากลัว มากกว่าความสวยงาม คือต้องการศัตรูที่พบเห็นตกใจกลัว พวกเธอจะใช้ดินสอสีดำวาดเป็นหนวดรอบๆริมฝีปาก เป็นการแต่งตัวกำ่กึ่งระหว่างเพศหญิงและเพศชาย Bianca เล่าว่าสมัยอยู่ high school เธอเคยใส่วิกผมทรง  rainbow Afro ไปโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เธอสื่อบอกถึงเรื่องความเท่าเทียม อิสระเสรีในความคิด เธอบอกว่า อะไรที่พวกคุณเกลียดมากที่สุด และอะไรคือสิ่งที่คุณไม่ต้องการ หรือสถานที่ที่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด ทั้งหมดมันรวมอยู่ในภาษาเพลงของพวกเรา ซึ่ง Sierra เป็นพวกต่อต้านเรื่องมนุษยชาติ ฟ้าผ่า ธรรมชาติ ความอดทนทางด้านกายภาพ เธอจับมาใส่ลงในบทเพลง เพลงของพวกเธอจึงเป็นเพลงที่มาจากจิตใต้สำนึก ความคิดในสิ่งที่ไม่ชอบ อาจทำให้คนที่ดูตอนแรกๆอาจรู้สึกหลอนๆ แต่ถ้าเข้าใจเริ่มชอบทันที

นำ้หอม Kenzo Amour

                                        เพลงของ CocoRosie เคยถูกนำมาใช้ในโฆษณานำ้หอม อย่าง Kenzo Amour และ Fscada และใช้ประกอบภาพยนต์ฝรั่งเศสอีกด้วย




                                                                         Lamonade


                                                                      We are on fire



                                                                    After The Afterlife



                                                                           Child Bride

                                                                            Gallows







ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

                             

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Love songs บทเพลงรักเก่าๆในยุค 90

All-4-One


                             Love songs กับบทเพลงรักเก่าๆ เพลงที่ฮิตในยุคต่างๆ รวมทั้งบทเพลงที่เคยประกอบในบทภาพยนต์และเพลงรักต่างๆ  อย่างเช่นเพลงรักที่ฮิตในช่วงปี 90 ของวง all-4-one เพลง I swear เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับ all-4-one เป็นอย่างมาก ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลแกรมมี่ในปี 1995 เพลง I swear ในช่วงยุค 90 ถือว่าดังมาก แทบทุกที่ต้องเปิดเพลงนี้ ดนตรีแนว pop และ R&B ครองใจคนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก เพลงช้าๆซึ้งๆกับบทเพลงที่ใช้เพียงไม่กี่ประโยค ทำให้เป็นที่ติดหูกับคนฟัง ซึ่งเพลงรักที่ดี(ความคิดเห็นส่วนตัว) ต้องฟังง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ศัพท์ไม่ยากจนเกินไป มีประเด็นใจความสำคัญของเพลง ยิ่งเพลงที่ความง่ายมากเท่าใด ยิ่งทำให้ติดหูคนฟังมากเท่านั้น เพลงรักไม่จำเป็นต้องมีคำว่าเธอฉันวกไปวนมาก็ได้ เพลงเหมือนบทกวีที่มีการพรรณนา บอกเรื่องราว แต่ทุกยุคทุกสมัยเพลงมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเพลงรักในยุค 90 ส่วนใหญ่จะเป็นแนวเพลงป๊อปมากกว่าแนวอื่นๆ และเพลงที่ฮิตติดชาร์ทตลอดยุค 90 ล้วนเป็นเพลง pop และ R&B แทบทั้งสิ้น ต่างจากยุค 70 ที่เป็นดนตรีดิสโก้ คันทรี แต่ยุค 90 เป็นยุคที่เชื่อมรอยต่อระหว่างดนตรียุค 80(เพลงและแฟชั่นเจริญก้าวหน้ามาก) และยุค 2000(ปัจจุบัน) เป็นยุคที่มีอิทธิพลมากกับเพลงในยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดดนตรีป๊อปเทรนด์อื่นๆ อย่าง ป๊อป-อาร์แอนด์บี , ป๊อป-พังค์ ฯลฯ

                               ถ้าเทียบกับดนตรีแนวอื่นๆ เพลง pop น่าจะเข้ากับคนทุกชนชั้นได้ง่าย เพราะฟังสบาย เข้าใจง่าย ดนตรีไม่หนวกหูจนเกินไปนัก และครองใจคนที่ฟังดนตรีได้อีกนาน


                                                                  I swear ในปี 1994


                                                                How do I live ในปี 1997

                                                       Have I told you lately ในปี 1993

                                                   Right Here Waiting for You ในปี 1989

                                                        Take a bow: Madonna ในปี 1995

                                                     I don't want miss a thing ในปี 1998




สามารถเข้าไปดูเพลงฮิตในยุค 90 ได้ที่นี่                                                       

90's Hits – Billboard


วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

André Rieu เพลงบรรเลงไวโอลิน

 
André Rieu นักไวโอลินชาวดัทช์
                 

                           เพลงบรรเลงคลาสสิกอย่างไวโอลิน ถือว่าเป็นดนตรีที่ฟังแล้วเพลิดเพลิน หรูหรา และส่วนใหญ่มักจะเล่นกับวงดนตรีออเคสตร้า เสียงของไวโอลินที่บรรเลงเป็นท่วงทำนองบางครั้งสร้างจินตนาการให้กับมนุษย์เราได้เหมือนกัน (อัลเบิร์น ไอน์สไตน์ก็เล่นไวโอลิน) อันที่จริงผู้เขียนไม่ค่อยฟังดนตรีออเคสตร้ามากนัก แต่จะฟังเพลงบรรเลงเปียโนมากกว่า แต่อยู่มาวันหนึ่งนึกอยากเปลี่ยนแนว 555 ลองฟังเพลงไวโอลินดูมั่ง รู้สึกเพลินดี เหมือนกัน (เหมือนตัวเองรวย)

                             André Rieu เป็นนักไวโอลินชาวเนเธอร์แลนด์ โดยวงดนตรีของเขาเป็นวงดนตรีออเครตร้าที่มีไวโอลินเป็นตัวเอก แทนคำร้อง โดยเพลงที่บรรเลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงดังคลาสสิก เขาเริ่มก่อตั้งวงออเคสตร้าในปี 1987 โดยมีสมาชิกภายในวงเพียง 12 คนเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกวงถึง 150 คน ในช่วงแรกเขาออกทัวร์คอนเสิร์ตภายในทวีปยุโรป ในช่วงนั้นเพลงวอลทซ์เป็นที่ให้ความสนใจในยุโรป โดยมีจุดเริ่มต้นจากเนเธอร์แลนด์ และเพลงบรรเลงของเขาที่มีจังหวะวอลทซ์ ทำให้ Rieu เริ่มเป็นที่รู้จักและยกให้เขาเป็น "the waltz King" หรือราชาเพลงวอลซ์ นอกจากยุโรปแล้ว เขาได้ไปแสดงดนตรีออเครตร้าที่อัฟริกาใต้ และญี่ปุ่น และยังได้รับรางวัล 2 รางวัลจาก "World music awards"

                             แต่ก็มีนักวิจารณ์ชาวออสเตรเลียได้พูดถึงเขาว่า เขาก็เป็นหนึ่งในนักดนตรีที่มีรสนิยมสุนทรีย์แบบเดิมๆ ดูเหมือนดนตรีคลาสสิกไม่เหมาะกับเขา วงออเคสตร้าของเขาก็ไม่ได้ดีกว่าวงออเคสตร้าวงอื่นๆเลย แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำวิจารณ์นั้น เนื่องจากการแสดงดนตรีของเขาผู้คนนับล้านที่มาดูต่างชื่นชอบกับดนตรีที่เล่น และได้รับความสุขจากการแสดงของเขา อาจเรียกว่านี่เป็นมาตรฐานของดนตรีคลาสสิกก็ว่าได้ เขาได้รับการกระแทกแดกดันมาก แต่นั่นก็ทำให้เขาประสบคามสำเร็จในด้านดนตรี

ซึ่งความชอบดนตรีมันเป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละคน จริงไหม


                                                                        Romeo & Juliet


                                                                            Annie's Song

                                                                   My heart will go on

                                                                            I Love You

                                                                    Salut D'Amour









ขอขอบคุณภาพประกอบจาก

http://brisbane.diarystar.com.au/images/andre-rieu22.jpg
               

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Willie Nelson ศิลปินสุดแนวกับเพลงคันทรี

Willie Nelson


                           กลับมาอีกทีพูดถึงเพลงเก่าอีกเช่นเดิม เพลงคันทรีฟังสบายๆ เหมาะกับบรรยากาศสบายๆ บรรยากาศแบบชนบท อย่างคุณปู่สุดแนวชาวอเมริกัน Willie Nelson ศิลปินเพลงคันทรี มีเพลงที่ฮิตมากอย่าง Always on my mine ผู้เขียนก็ชอบ ฟังอยู่หลายรอบ เป็นบทเพลงรักโรแมนติก เพลงช้าๆ พูดบรรยายไปกับเสียงดนตรี ซึ่งเพลงของ nelson ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพลงเร็ว เป็นเพลงจังหวะค่อยๆ โดยผลงานเพลงของเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในยุค 70 คนที่รู้จักเพลงของ Nelson ต้องอายุ 40 ขึ้นไป คนรุ่นใหม่อาจจะรู้จักน้อย บุคลิกเฉพาะตัวของ Nelson คือการโพกผ้าที่หัว ไว้ผมยาวหรือไม่ถักเปียสองข้าง

                            Willie Nelson เป็นทั้งนักแต่งเพลง นักร้อง กวี และนักกิจกรรม เขาเริ่มแต่งเพลงครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 7 ขวบ และเริ่มเข้าร่วมวงดนตรีสมัยเป็นนักเรียนเมื่ออายุ 10 ขวบ พอถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัยที่ Baylor University เขาเรียนได้สองปีก็ต้องดรอป เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังรุ่งในด้านดนตรี ช่วงนั้นเขาเริ่มทำงานเป็นดีเจในเท็กซัสและเป็นนักร้องที่ไนท์คลับ จากนั้นไม่นานเขาย้ายไปอยู่ที่วอชิงตัน เขาได้แต่งเพลงมากมายอย่าง Funny How Time Slips Away, Hello Walls, Pretty Paper และ Crazy เขาเริ่มมีอัลบั้มแรกในปี 1962 ตอนนั้นเขาอายุได้ 29 ปี มาเริ่มมีชื่อเสียงในปี 1964 และโด่งดังอย่างมากในปี 1975 ช่วงปลายปี 70 Nelson คิดจะอำลาวงการแล้วย้ายไปอยู่ที่ออสติน, เท็กซัส แต่ความนิยมในแนวดนตรีฮิปปี้มากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เขากลับเข้าวงการอีกครั้ง


                                                                  Always on my mine

                                                                            She is gone

                                                          Funny How Time Slips Away

                                                                      My own peculiar way







ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2556

เพลงประกอบหนัง

Titanic 
                 
                  บทเพลงๆหนึ่งที่นำมาประกอบในภาพยนต์ หรือการ์ตูน เพลงสามารถทำภาพยนต์เรื่องนั้นๆมีชื่อเสียง เป็นที่กล่าวขวัญ หรือไม่อย่างนั้นก็ทำให้เพลงๆนั้นดังขึ้นไปอีก กลายเป็นว่าสามารถขายได้ทั้งหนังและเพลง ลองนึกๆดูแล้วเพลงมีความสำคัญกับภาพยนต์มาก ถ้าไม่มีบทเพลงประกอบภาพยนต์ หนังเรื่องนั้นคงจะกร่อย หรือจืดชืดไปเลย อย่างภาพยนต์เรื่องไททานิค กำกับโดยผู้กำกับมากความสามารถอย่าง เจมส์ คาเมรอน ที่มีฉากรักโรแมนติกที่ตราตรึงสายตาผู้ชมพร้อมกับบทเพลงประกอบ My heart will go on ร้องโดย celine Dion ที่ทำให้ผู้ชมติดภาพฉากโรแมนติกนี้ หรือการ์ตูนที่สามารถได้ใจผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลกอย่างการ์ตูน Walt Disney  ที่มีบทเพลงที่เพราะและสามารถสื่อเข้าใจได้ง่าย มีความตั้งใจในการสร้างดนตรี ที่ใช้วงดนตรีออเคสตร้า และนักร้องเสียงคุณภาพ การสร้างคาแรกเตอร์ของตัวการ์ตูนให้ตรงกับบทเพลง เป้นการทุ่มทุน การใส่ความตั้งใจให้กับการ์ตูนเพียงเรื่องเดียว ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด หรือการ์ตูน spirit ที่แสดงคาแรกเตอร์ของตัวละครและเพลงประกอบชัดเจน สวยงาม

                                              เพลง A Whole New World จากเรื่อง Aladdin

                                                     My heart will go on จากเรื่อง Titanic

                           
                        เพลงประกอบหนังเหมือนเป็นการสร้างจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ให้คนรู้สึกอินไปกับหนังมากขึ้น รู้สึกอยากกลับมาดูอีก และติดกับบทเพลงในภาพยนต์ บางครั้งรู้สึกอยากให้หนังไทยบ้านเรา มีหนังที่ตั้งใจทำ มีเพลงที่มีคุณภาพจริงๆ มีหนังหลากหลายประเภทมากขึ้น ไม่ใช่มีเพียงแต่หนังตลก หนังผี ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ แต่หนังไทยที่คิดว่าดี มีคุณภาพมีเพียงไม่กี่เรื่อง อย่างเช่น สุริโยไท โหมโรง แฟนฉัน ฯลฯ หวังอยากจะเห็นภาพยนต์ไทยมีหนังหลากหลายประเภทมากขึ้น อย่างเช่น หนังแนวดราม่า ซึ่งหาได้น้อยมาก หนังแนวประวัติผสาสตร์ แล้วตั้งใจทำเพลงประกอบหนังให้ดี มีคุณภาพทัดเทียมสากล ถ้าเป็นอย่างนั้น เราอาจจะได้เห็นความก้าวหน้าของภาพยนต์ไทยก็เป็นได้.

                                              I don't wanna miss a thing

                                              When you say nothing at all จากเรื่อง Notting Hill

                                              ภาพยนต์เรื่อง Grease หนังช่วงยุคปลาย 70

                                                 เพลง สายเกินไป จากเรื่อง แฟนฉัน


วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

the Eagles เพลงร๊อคคันทรี

The Eagles


                 วงดนตรีที่ดังมากๆในช่วงยุค70-80และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันอีกวงหนึ่ง คนส่วนใหญ่จะรู้จักวงนี้เป็นอย่างดี หรือไม่ก็เคยได้ยินเพลงใดเพลงหนึ่ง วง The Eagle  วงดนตรีเพลงร๊อคจากแคลิฟลอเนีย ถือว่าเป็นวงดนตรีน้องใหม่ในช่วงยุค 70  พวกเขาเริ่มก่อตั้งวงในปี 1971 โดยบทเพลงของEagles จะเน้นดนตรีขึ้นต้นโดยเฉพาะการโซโลกีตาร์  ที่รู้สึกฟังแล้วไม่รำคาญหู เราคิดว่าเป็นอีกวงหนึ่งที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเนื้อหาเพลง ดนตรี ซึ่ง Eagle มีเพลงที่ฮิตมากอย่าง Hotel California, Take It Easy, I can't tell you why โดยเพลง Hotel Calufornia ยังได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสาร Rolling Stone ว่าเป็นอัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ("The 500 Greatest Albums of All Time") และในปี 2004 วง Eagles ยังถูกจัดอันดับ 1 ใน 100 ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล   สมาชิกวงในปัจจุบันประกอบด้วย Glenn Frey (ร้องนำ/กีตาร์),  Don Henley (ร้องนำ/มือกลอง),  Joe Walsh (ร้อง/กีตาร์) และ Timothy B. Schmit(กีตาร์/ร้อง) จำนวนสมาชิกของวงตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง จนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ สมาชิกวงช่วงยุค 70 ประกอบด้วย Glenn Frey(กีตาร์/ร้องนำ), Don Henley(กลอง/ร้องนำ), Bernie Leadon(กีตาร์/ร้อง),และ Randy Meisner(ร้อง/เบส)

เข้าดูผลงาน ประวัติของ The Eagles คลิก


                                                         Hotel California ในปี 1994


                                                                           tequila sunrise


                                                                           take it easy



                                                                  love will  keep us alive


                                                                  The girl form yesterday



ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Eagles_(band)
http://www.eaglesonlinecentral.com/biography.htm

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ฟังเพลงฮิตๆในยุค 60-70

JACKSON BOWNE นักร้องชาวเยอรมันในยุค 70


                       เพลงเพราะๆในช่วงยุค 60-70 มีมากมาย ซึ่่งเพลงในช่วงยุคนี้บางเพลงก็ยังเคยใด้ยินในยุคปัจจุบัน เนื้อหาบทเพลงส่วนใหญ่ในยุคซิตี้เป็นเนื้อเพลงง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถร้องตามได้ทันที อย่างเช่นเพลง Sha La La La ของวง The Wynners หรืออย่างเพลง Love Me Love my dog ของ Peter Shelley หรือเพลง More Than I Can Say ของ Leo Sayer ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ไม่หนวกหู เราฟังแล้วรู้สึกชอบ และรู้สึกว่าในยุคนี้ประสบความสำเร็จในด้านเพลงและดนตรีเป็นอย่างมาก เป็นยุคที่มีความตั้งใจสร้างดนตรีจริงๆ


                                                           เพลง stay ของ Jackson Bowne


                                                เพลง More Than I Can Say ของ Leo Sayer


                                                    เพลง Sha La La La ของ The Wynners

                                                                    เพลง Emotion

                                                เพลง Seasons In the sun ของ Terry Jacks

                          เพลง When will see you again ของ The Three Degrees

                                                             เพลง Last Train To London








ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมนะคะ

 





วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Julio Iglesias เพลงโรแมนติกสัญชาติสเปน

Julio Iglesias

                         บทเพลงรักโรแมนติกที่เราชอบอีกบทเพลงเป็นภาษาสเปน เป็นบทเพลงเก่าที่ดังมากในช่วงยุค 70-80 เราฟังไม่รู้เรื่องหรอกแต่ฟังแล้วรู้สึกเพราะดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงคนร้องที่มีนำ้เสียงก้องกังวาน ดนตรีที่มีความคลาสสิก ฟังแบบอารมณ์สบายๆเพลินๆ Julio Iglesias เป็นนักร้องชาวสเปนที่ร้องเพลงแนวบัลลาดโรแมนติกที่มีผลงานยอดขายกว่า300ล้านชุดอัลบั้มทั่วโลก เข้าไปชมได้ที่ http://www.julioiglesias.com/

                          Julio Iglesias ( คูลิโอ อีเกลเซียส) เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ปี 1943 เป็นนักร้องนักแต่งเพลงแนวโรแมนติกชาวสเปน มีผลงานเพลงมากกว่า80อัลบั้ม จากข้อมูล Sony Music Entertainment เขาเป็นนักร้อง 1 ใน 5 อันดับแรกของศิลปินที่มียอดขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปี 1968 เขาได้รับรางวัลในงาน the Benidorm International Song Festival กับบทเพลงที่ชื่อ "La vida sigue igual" (แปลว่า "Life Goes On The Same") เป็นบทเพลงประกอบภาพยนต์ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเขาเอง หลังจากประสบความสำเร็จจากภาพยนต์เขาได้เซ้นสัญญากับ Discos Columbia เขามีเพลงที่ดังมากอย่าง  AMOR , EL AMOR, Hey

                                                                   เพลง Amor (Love)

                                                                     เพลง Hey

                                                                      เพลง QUIJOTE

                                                                           เพลง EL AMOR


ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Julio_Iglesias
http://www.julioiglesias.com/