วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Glen Campbell ฟังเพลงคันทรีแนวคาวบอย

Glen Campbell

             
                       เพลงคันทรีแนวคาวบอยอย่าง Glen Campbell มีเพลงฮิตๆอย่าง Gentle on My Mine และ Rhinestone Cowboy ซึ่งเพลง Gentle on My Mine ทำให้เขาได้รับรางวัลถึงสองรางวัลและสร้างชื่อเสียงให้แก่เขา ด้วยเนื้อหาของเพลงที่ง่าย นำ้เสียงที่มีเอกลักษณ์ กับจังหวะดนตรีของกีต้าร์ทำให้เพลงของ Campbell เป็นที่ติดหูคนฟัง Glen Campbell ถือเป็นนักร้องนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุค 60-70 อีกคนหนึ่ง

                        ด้วยพื้นฐานของเขา เขาเติบโตในรัฐอาร์คันซอ ซึ่งเป็นรัฐทางตอนใต้ของอเมริกา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและมีแม่นำ้หลายสาย เขาเป็นลูกคนที่ 7 จากพี่น้องทั้งหมดสิบสองคน พ่อของเขามีเชื้อสายสก๊อตอยู่ด้วย ในช่วงวัยรุ่นเขาเริ่มสนใจและหันมาเล่นกีต้าร์ตามลุงของเขาซึ่งเป็นนักดนตรี และได้ไปเข้าร่วมวงของลุงเพื่อเล่นดนตรีบ้าง จนเขาอายุ 22 ปี เขาเริ่มตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเอง โดยตั้งชื่อวงว่า  the Western Wranglers และในปี 1961 เขาได้เขียนเพลงและได้บันทึกเสียงครั้งแรกด้วยบทเพลง Turn Around Look At Me ซึ่งเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จอยู่พอสมควร และผลงานของเขามีการบันทึกอยู่เรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากยุค 60 ไปแล้ว ถือเป็นยุคทองของ Campbell เพลงของเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก เกิดบทเพลงที่ฮิตติดหูคนฟังคือ Gentle on My Mine และตามมาด้วยบทเพลง By the Time I Get to Phoenix ทั้งสองเพลงนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ถึง 4 รางวัล นอกจากจะเป็นนักดนตรี และนักร้อง เขายังเคยแสดงภาพยนต์เกี่ยวกับคาวบอยเรื่อง True Grit ในปี 1969 โดยเขารับบทเป็น La Boeuf

                        Glen Campbell ถือเป็นตัวแทนของรัฐอาร์คันซอ เพลงของเขาเป็นที่นิยมอย่างมากตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา เนื้อหาเพลงส่วนใหญ่ของ Glen Campbell เป็นเรื่องราวของชีวิต ธรรมชาติ ประสบการณ์ และการเดินทางไปตามท้องถนน ซึ่งบางครั้งฟังเพลงของ Glen Campbell จะให้ความรู้สึกถึงอารมณ์การท่องเที่ยว(ชนบท) และความเพลิดเพลินมากกว่าความรู้สึกอื่นๆ


Glen Campbell จากภาพยนต์ True Grit



                                                                  Gentle on My Mine

                                                                    Rhinestone Cowboy

                                                                             Galveston

                                                              By the time I Get to Phoenix










ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://eil.com/images/main/Glen+Campbell+-+Galveston+-+P%2FS+-+7%22+RECORD-480056.jpg
http://ia.media-imdb.com/images/M/MV5BMTAwNTgyNzMxMjZeQTJeQWpwZ15BbWU3MDc0MTkxMTQ@._V1_SX640_SY720_.jpg

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

Baroque Music ยุคดนตรีแห่งความหรูหรา

Antonio Vivaldi

           เมื่อพูดถึงความหรูหรา โอ่อ่า อลังการ ในยุคประวัติศาสตร์คงจะไม่พ้นยุคบาโรก ยุคที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย ทุกอย่างต้องประดับประดาตกแต่งไว้อย่างดี ซึ่งยุคบาโรกมีความเจริญทางด้านดนตรีมากเช่นกัน ถือว่าเป็นยุคที่มีชื่อเสียงทางด้านดนตรีมาก

            รูปแบบดนตรีของบาโรก จะเป็นดนตรีคลาสสิคที่เป็นที่ยอมรับ นักดนตรีในยุคนี้มีมากมาย และมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ซึ่งดนตรียุคบาโรกเผยแพร่ไปมากในฝรั่งเศส  ในยุคนี้มีนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงจำนวนมากอย่างเช่น  Johann Sebastian Bach, George Frideric Handel และ Antonio Vivaldi เป็นต้น

             เครื่องดนตรีและบทเพลงที่ใช้ในยุคนี้จะใช้ Concerto Grosso บทเพลงจะเป็นบทเพลงโซนาตาและซิมโฟเนีย ดนตรีจะใช้จะเป็นเครื่องดนตรีประเภทสายอย่างไวโอลิน วิโอลา เชลโล และดับเบิลเบส และที่สำคัญใช้เปียโน ปี่และขลุ่ยในการบรรเลงเพลง ดนตรีบาโรกจะมีการแต่งเพลงในรูปแบบหลากหลายและใช้เครื่องดนตรที่ไม่ซำ้กัน


พระเจ้าหลุยส์ที่ 14


Jean-Baptiste Lully


               ในฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นกษัตริย์ที่หลงใหลในศิลปะ สถาปัตยกรรม และรักการดนตรีเป็นอย่างมาก ซึ่งประชาชนทุกคนในฝรั่งเศสก็ชอบดนตรีมากเช่นกัน ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บุคคลที่มีบทบาทมากด้านดนตรีคือ Jean-Baptiste Lully คีตกวีชาวฝรั่งเศสเชื้อสายอิตาลี เขาถือเป็นผู้บุกเบิกดนตรีด้านนี้ในฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ Lully เป็นคนมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะกีตาร์ ไวโอลิน และการเต้นรำ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในวังโดยเขาได้รู้จักกับดุ๊กแห่งกีซ ที่ชักนำให้เข้าสู่วงการทางดนตรี เริ่มแรกในการทำงานในวัง เขาเป็นนักเต้นรำ และได้ประพันธ์เพลง ซึ่งเพลงที่เขาแต่งเป็นที่ถูกใจแก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นอย่างมาก แม้นิสัยบางอย่างของ Lully จะไม่น่าประทับใจนัก แต่ด้วยผลงานและพรสวรรค์ของเขาทำให้เขาได้ตำแหน่งเป็นเมอซีเยอเดอลูว์ลี


ภาพจิตรกรรมที่แสดงถึงการเล่นดนตรีในยุคบาโรก

ภาพจิตรกรรมที่แสดงถึงการเล่นดนตรีในยุคบาโรก








               ดนตรีบาโรกเป็นดนตรีที่มีความงามดุจดั่งภาพจิตรกรรม มีความอ่อนช้อย ละมุนละไม มีความหลากหลายในภาษาและดนตรี ช่วยจรรโลงจิตใจ และอารมณ์ของคน ทำให้ผู้ฟังนึกถึงภาพและจินตนาการถึงสิ่งสวยงาม ความหรูหรา ที่ช่วยก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ทางบวก

ลองฟังกันดูนะคะ









ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Louis_XIV_of_France.jpg
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/bb/Jean-Baptiste_Lully_Nicolas_Mignard.jpg
http://www.socialhistoryofart.com/apps/photos/photo?photoid=146262052

Let It Go บทเพลงประกอบภาพยนต์ยอดเยี่ยม

Frozen


                       เป็นภาพยนต์การ์ตูนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สำหรับ Frozen การ์ตูนแนวแฟนตาซี ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนต์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม และเพลงประกอบภาพยนต์ยอดเยี่ยม จุดที่น่าสนใจของภาพยนต์การ์ตูนเรื่องนี้คือเพลงประกอบภาพยนต์ ที่กลายเป็นเพลงฮิตไปทั่วโลก อย่างเพลง "Let It Go" ที่ขับร้องโดย Idina Menzel ซึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าว Dana Tyler เกี่ยวกับเพลง Let it go ว่ารู้สึกอย่างไร สำหรับเพลง Let it go ที่ฮิตไปทั่วโลก หลายคนต่างร้องเพลง Let it go แน่นอนว่าดีสนีย์มักจะสร้างสรรค์เพลงสำหรับทุกคนทุกเพศทุกวัย คุณคิดว่าคุณได้คุณร้องเพลงด้วยตัวตนคุณหรือไม่ ซึ่งเธอได้ให้คำตอบว่า "บางครั้งนะคะ โดยเฉพาะเมื่อไม่นานมานี้เอง ฉันได้รับวิดีโอเป็นจำนวนมากจากเพื่อนที่เด็กๆร้องเพลงแล้วส่งมา ความจริงมันยากมากค่ะที่ฉันกลับมาฟังเสียงตัวเองและมีความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง ฉันก็เหมือนคนทั่วไป เด็กๆมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก คุณจะมีความสุขเมื่อคุณได้ทำบางสิ่งแล้วมีการตอบรับจากผู้ชมอย่างเด็กๆ ฉันดีใจมากที่ทุกคนร้องเพลง"


Frozen

                      บทเพลงประกอบภาพยนต์ Frozen แต่งโดยสองสามีภรรยา  Robert Lopez และ Kristen Anderson-Lopez ทั้งสองเคยร่วมงานกับดีสนีย์เอนิเมชั่นมาแล้ว อย่างการ์ตูน์เรื่อง  Winnie the Pooh และการ์ตูน Finding Nemo พวกเขาอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก แต่พวกเขาต้องทำงานร่วมกับทีมงานในเบอร์แบงก์ แคลิฟอร์เนียโดยเดินทางไปทำงานสองชั่วโมงเกือบทุกวัน ตลอด14เดือน

                       สำหรับเพลงที่พวกเขาแต่งนั้น พวกเขาจะบันทึกไว้ที่สตูดิโอที่บ้านของพวกเขาแล้วส่งเมล์ไปที่เบอร์แบงค์เพื่อให้ได้รับการพิจารณาต่อไป พวกเขาบอกว่าพวกเขาตะหนักในความจริงว่างานของพวกเขาต้องโดนเปรียบเทียบแน่ๆกับ Alan Menken และ Howard Ashman(นักดนตรีและนักแต่งเพลงของดิสนีย์จากเรื่อง  The Little Mermaid, Beauty and the Beast, Aladdin และ Pocahontas) ซึ่ง Alan Menken และ Howard Ashman ถือเป็นนักดนตรียุคเรเนซองส์ของดีสนีย์ ที่สร้างชื่อให้กับบทเพลงกับการ์ตูน์ดิสนีย์มาแล้วหลายเรื่อง

                        สองสามีภรรยามานั่งคิด แล้วพวกเขาแต่งเพลงมาทั้งหมด 25 เพลง แล้วเพลงของพวกเขาก็ได้ถูกเลือกอย่างเพลง Let it Go, In Summer และ For The First Time In Forever


Robert Lopez และ Kristen Anderson-Lopez 


                  สำหรับการทำดนตรี Christophe Beck ผู้ควบคุมและกำกับดนตรี เขาได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องดนตรีท้องถิ่นอย่าง bukkehorn เครื่องดนตรีพื้นบ้านของนอร์เวย์และเทคนิคการร้องแบบดั้งเดิมอย่าง kulning (รูปแบบการร้องของนอร์เวย์) เขาได้รับความช่วยเหลือจากนักภาษาศาสตร์นอร์เวย์ในเรื่องเนื้อเพลงสำหรับฉากราชินีภิเษกของเอลซา เขาจึงเดินทางไปนอร์เวย์เพื่อบันทึกเสียงนักร้องประสานเสียงหญิง นักแต่งเพลงทั้งสองและBeck ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ทั้งสามมีเป้าหมายร่วมกันที่ว่าจะสร้างสรรค์ดนตรีตลอดการเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบให้ดีที่สุด พวกเขาต้องศึกษาเรื่องราวของภาพยนต์และบุคลิคของตัวละครแต่ละตัว เพื่อให้เพลงที่ออกมาสื่อถึงความนึดคิดของตัวละครนั้นๆ และเพื่อให้ได้เสียงนำ้แข็งและหิมะตลอดเรื่อง นักออกแบบเสียงอย่าง Odin Benitez จึงได้เดินทางไปยัง Mammoth Mountain ที่แคลิฟลอเนียเพื่อบันทึกเสียงและภาพทะเลสาบนำ้แข็ง



ภาพและเสียงของภูเขาที่ได้แรงบันดาลใจ
จาก  Mammoth Mountain



                                                                            Let It Go


                                                      บทสัมภาษณ์นักแต่งเพลง Let It Go



                 เห็นความทุ่มเทของทีมงานที่สร้างภาพยนต์เอนิเมชั่นอย่าง Frozen แล้ว ทำให้ผลงานและผลตอบรับที่ดีเกินความคาดหมาย ถือเป็นการ์ตูนเอนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมมีคุณภาพ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัย ด้วยการทำงานทุ่มแรงกายแรงใจที่สร้างผลงานและดนตรีที่ยอดเยี่ยม ผู้เขียนจึงคิดว่าหนังสักเรื่องหนึ่ง ถ้ามีดนตรีประกอบที่ดี ไพเราะ สามารถเข้าถึงผู้คน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้หนังเรื่องนั้นอยู่ในใจของผู้ชมได้ไม่ยาก









ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://www.pingbook.com/archive/201312031386059373xh4q.jpg
http://jediyuth.files.wordpress.com/2013/12/frozen-let-it-go.jpg
http://www.trbimg.com/img-5273c0ef/turbine/1551272-ca-1017-frozen-03-cmc-jpg-20131030/600/600x400
http://en.wikipedia.org/wiki/Frozen_(2013_fi)lm
http://cdn2-b.examiner.com/sites/default/files/styles/article_large/hash/1f/ef/1fef269a31b0b630f42789c187cc4c19.jpg?itok=75U7ka75

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

Celtic Music ดนตรีพื้นเมืองที่สร้างแรงบันดาลใจ



             รูปแบบดนตรี Celtic Music ถือเป็นดนตรีพื้นบ้านของยุโรปตะวันตก มีที่มาจากกลุ่มคนชาวเซลติก ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งดนตรีแบบ Celtic เป็นดนตรีบรรเลงที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังทางธรรมชาติ ปัจจุบันรูปแบบดนตรีCeltiได้เผยแพร่ไปมากมาย อย่างการ์ตูนวอลดีสนีย์เรื่อง "ฺBrave" ทีมีรูปแบบวัฒนธรรมแบบสก็อตแลนด์ ดนตรีที่ใช้ประกอบภาพยนต์เป็นดนตรีสก็อตพื้นเมือง(Celtic Music)


Brave


              ดนตรี Celtic แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามภาษาและสัญชาติคือ กลุ่มดนตรีทางไอริช และกลุ่มดนตรีทางสก็อต ทั้งสองรูปแบบแตกต่างกันทางขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ซึ่งเครื่องดนตรีรูปแบบCeltic ส่วนใหญ่จะใช้ พิณ(เซลติก) ปี่ ขลุ่ย และไวโอลิน(Fiddle) ผู้เขียนชอบดนตรีรูปแบบนี้เนื่องจากฟังได้เรื่อยๆ สบายๆ และสร้างแรงบันดาลใจ

               ปัจจุบันดนตรี Celtic มีการผสมผสานรูปแบบดนตรีที่หลากหลาย เช่นผสมผสานกับดนตรีป๊อบ หรือร็อค ที่ทำให้รูปแบบดนตรีมีความทันสมัยมากขึ้น จึงทำให้บางครั้งเกิดการเรียกดนตรีเซลติกรูปแบบผสมว่า "Celtic fusion" ซึ่งศิลปินมากมายที่ได้แรงบันดาลใจจากดนเซลติก เช่น Enya และ The Corrs


                                                                        Celtic Music 1ชั่วโมง



                                                         



                                                             













ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
https://fbexternal-a.akamaihd.net/safe_image.php?d=AQBxPBzO-DBkeZNu&url=http%3A%2F%2Fi1.ytimg.com%2Fvi%2FqoktesLkHy8%2Fmaxresdefault.jpg&jq=100hthttp://en.wikipedia.org/wiki/Brave_(2012_film)



วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Sadao Watanabe กับเพลงแจ๊สร่วมสมัย

Sadao Watanabe

           Sadao Watanabe เป็นนักดนตรีชาวญี่ปุ่น ที่เคยได้รับรางวัล Japanese musician เครื่องดนตรีประจำตัวของเขาคือ Alto saxophone sopranino saxophone และขลุ่ย Sadao Watanabe เริ่มเรียนรู้และศึกษาดนตรีอย่างจริงจังตอนที่เขาอายุ 18 ปี และเป็นนักดนตรีในปี 1953 เขามีเพลงที่ฮิตเป็นที่รู้จักอย่าง When we make a home  เป็นบทเพลงรักที่ให้อารมณ์อบอุ่น สบาย  ตามรูปแบบของดนตรีแจ๊ส  และมีเนื้อหาบทเพลงที่กินใจ

           Sadao Wantanabe เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1933 ที่อุสึโนะมิยะ ประเทศญี่ปุ่น เขาได้เรียนรู้ด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังเด็กๆ ทักษะของเขาเกิดจากตอนเรียนหนังสือสมัยมัธยม เขาได้รู้จักและศึกษาคาริเนต(ปี่ชนิดหนึ่ง) และอัลโต แซ็กโซโฟนที่โรงเรียน ในปี 1950 เขาได้ย้ายมาอยู่ที่โตเกียวเพื่อเข้าร่วมวงดนตรีของ โตชิโกะ อะกิโยชิ เพื่อเป็นนักดนตรี จากนั้นไม่นานเขาย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เขาได้ทำงานร่วมกับ Gary McFarland, Chico Hamilton และ Gabor Szabo

          แต่ตลอดการทำงานทั้งชีวิตด้านดนตรีของเขามีอิทธิพลมากในญี่ปุ่น ผลงานเพลงของเขาซึ่งเขาบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก Charlie Parker(นักแซกโซโฟนชาวอเมริกา) และดนตรี brazilian



                                                When we make a home









ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.allmusic.com/artist/sadao-watanabe-mn0000282544

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Nella Fantasia เพลงในโลกของจินตนาการ

ภาพยนต์ the Mission ในปี 1986


          เพลงคลาสสิคอิตาลีที่เป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง the Mission ในปี 1986 "Nella Fantasia"หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า In My Fantasy เป็นเพลงที่ถูกนำมาร้องแล้วหลายครั้ง เพลงนี้ถูกนำมาร้องครั้งแรกโดย Sarah Brightman ในปี 1998 ซึ่งก่อนที่จะถูกนำมาร้อง เพลง Nella Fantasia แต่เดิมเป็นเพลงบรรเลงของวงดนตรี Gabriel's Oboe แต่งโดย Ennio Morricone นักประพันธ์เพลงชาวอิตาลีที่มีผลงานการแต่งเพลงประกอบภาพยนต์และรายการโทรทัศน์มากกว่า 500 เรื่อง Nella Fantasia เคยได้รับรางวัล Italian Music Awards อีกด้วย

          เนื้อหาของเพลง Nella Fantasia เป็นเรื่องราวของจินตนาการ ความรู้สึกนึกคิด จิตวิญญาณ และอิสรภาพ สอดคล้องกับเนื้อเรื่องภาพยนต์ The Mission ที่เป็นเรื่องราวของคณะบาทหลวงจากสเปนได้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในทวีปอเมริกาใต้ แต่กลับโดนชาวพื้นเมืองในอเมริกาใต้ต่อต้านและถูกตรึงกางเขนจับถ่วงนำ้เสียชีวิต เพลง Nella Fantasia จึงเปรียบเสมือนการบอกเรื่องราวความคิดของคนๆหนึ่งในจินตนาการที่อยากให้เป็นความจริง แต่ได้แค่คิด เพราะโลกแห่งความเป็นจริงโหดร้ายมากนั่นเอง



                                           Nella Fantasia โดย Jackie Evancho(ร้องเพราะมาก)


                                                                        the Mission


                                                       Nella Fantasia โดย Sarah Brightman


                                                            Gabriel's Oboe ในปี 2002



















ภาพประกอบจาก
http://www.online-inquirer.com/

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

Reality บทเพลงรักในความฝัน

ภาพยนต์ La Boum


                   เพลง Reality เป็นเพลงประกอบภาพยนต์ฝรั่งเศส "La Boum" ที่ร้องโดยนักร้องชาวอังกฤษอย่าง  Richard Sanderson เป็นเพลงที่ฮิตมากๆในช่วงยุค 80 และหนัง La Boum เป็นที่นิยมและสร้างรายได้มากมายให้กับประเทศฝรั่งเศส ภาพยนต์ La Boum แสดงนำโดย Sophie Marceau

                  เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงชาวฝรั่งเศสอายุ 13 ปี Vic(Sophie Marceau) ที่เข้ามาเป็นเด็กใหม่ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส และได้สนิทกับ  Pénélope ทั้งสองจะคอยแอบมองเด็กผู้ชายในโรงเรียนเพื่อตามหารักแท้ แต่ Vic ต้องผิดหวังเมื่อพ่อแม่ของเธอไม่ยอมให้เธอเข้าร่วมงานปาร์ตี้ Boum แต่ยายของเธอคอยช่วยเหลือเธอเต็มที่ จนเธอตกหลุมรักกับ Matthieu (Alexandre Sterling) จังหวะที่ Vic กำลังอยู่ในช่วงมีความรัก เธอต้องเจอกับปัญหาครอบครัว ชีวิตคู่ของพ่อและแม่เริ่มสั่นคลอน เมื่อคนรักเก่าของพ่อได้เข้ามา

ฉากโรแมนติก ใน La Boum กับเพลง Reality


                  เพลง pop อย่าง Reality หลังจากใช้ประกอบภาพยนต์ La Boum ทำให้เพลงนี้ฮิตมากในทวีปยุโรป และเอเชีย เป็นเพลง slow dance hymn มีจังหวะช้าๆ ไม่รีบร้อน เหมาะกับการเต้นรำ ความยาวต้นฉบับของเพลงยาวประมาณเกือบห้านาที แต่มีการปรับปรุงใหม่เหลือ3 นาที เนื้อหาของเพลงสื่อถึงความรักที่เหมือนกับความฝันที่เกิดขึ้นจริง เพลง Reality ที่ใช้ในฉากงานปาร์ตี้ที่พระเอกเอาหูฟังใส่ให้นางเอก เปลี่ยนจากเหตุการณ์วุ่นวายของปาร์ตี้กลายเป็นงานเต้นรำของคนสองคน เป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกความรักของวัยรุ่น



















ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://i75.servimg.com/u/f75/12/45/33/79/sophie11.jpg

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

It Might Be You บทเพลงประกอบภาพยนต์ Tootsie

ภาพยนต์ Tootsie

                   It Might Be You เป็นบทเพลงในยุค 80 ที่ใช้ประกอบภาพยนต์เรื่อง Tootsie ซึ่งเป็นหนังแนว Comedy-drama เพลง It Might Be You ขับร้องโดย  Stephen Bishop ซึ่งเป็นเพลงที่ฮิตติดอันดับในอเมริกาในยุคนั้น ทำให้ภาพยนต์อย่าง Tootsie ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม ทำรายได้สูงสุดในปี 1982

                    Tootsie เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับดาราชายที่ตกอับ ได้ปลอมตัวเป็นผู้หญิงคนใหม่ เข้าวงการใหม่อีกครั้ง และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครในช่วงเวลานั้น ถึงแม้จะไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เกี่ยวกับการปลอมตัวเป็นเพศตรงข้าม แต่Tootsie ก็เป็นเรื่องแรกที่เกี่ยวกับการปลอมตัวเป็นเพศตรงข้ามที่โด่งดังในประเทศไทย  ซึ่งภาพยนต์ Tootsie นั้นเมื่อเข้ามาในประเทศไทยเกิดศัพท์สแลงเสียงเพี้ยนจาก ทู้ทซี่ กลายเป็นคำว่า ตุ๊ดซี่ นั่นเอง

Stephen Bishop











ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://www.impawards.com/1982/posters/tootsie_xlg.jpg

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

The heart of Chicago อัลบั้มที่ดีที่สุดของวง Chicago

the heart of chicago

                    วงดนตรีเก่าที่ฟังแล้วชอบมากอีกวง The heart of Chicago ถือเป็นอัลบั้มที่ฮิตที่สุดของวงดนตรีร๊อคอเมริกันอย่าง Chicago อัลบั้มนี้รวบรวมเพลงฮิตตั้งแต่ปี 1967-1997 เปิดตัวอัลบั้มในปี 1997 เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ความยาวของอัลบั้มประมาณ 66.59 นาที