วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

the Memory of Trees - แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

Enya - the Memory of Trees


               เพลงของ Enya จะเป็นเพลงบรรเลงที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ โดยเอาดนตรีและธรรมชาติมาผสมผสานกัน หรือบางคนอาจจะบอกว่าเพลงของ Enya เป็นเพลงนิวเอจ  แต่โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้วเพลงของ Enya เป็นเพลงที่ต้องค่อยๆฟัง ค่อยๆซึมซับมัน เหมือนเวลามองผู้หญิงที่สวยพิศ(ยิ่งมองยิ่งสวย) ให้ความรู้สึกว่ามันก็มีอะไรเหมือนกัน ซึ่งเพลงของ Enya นอกจากเพลง Only time ที่ดังที่สุดของเธอแล้ว เพลง the Memory of Trees ก็มีความน่าสนใจอยู่ ตรงที่จังหวะและท่วงทำนองของเพลง ถ้าลองหลับตาฟัง ดนตรีที่ค่อยๆดังขึ้น จนถึงท่อนกลางของเพลง มันเหมือนกับแสงสว่างที่เห็นอยู่ไกลๆแล้วเราเดินตามแสงไป จนแสงนั้นสว่างจ้า

               the Memory of Trees เป็นเพลงที่ผู้เขียนเริ่มฟังแบบจริงจังตอนสมัยเรียนอยู่ปี 1 ตอนนั้นอาจารย์ที่คณะ(สถาปัตย์) ให้เหล่าเด็กปี 1 อย่างเราออกแบบจุด เส้น ระนาบจากการฟังเสียง นั่นแหละทำให้ผู้เขียนฟังเพลงนี้น่าจะเกิน20 รอบได้  ตอนแรกฟังก็ยังไม่ได้อะไร ต้องอาศัยจินตนาการล้วนๆ และการมโนเอาเอง (555) แต่หลังๆเหมือนยิ่งฟังยิ่งติด กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้เวลาผู้เขียนจะทำอะไรที่ต้องใช้ความคิดเยอะๆ เพลงของ Enya ช่วยได้เหมือนกันโดยเฉพาะเพลงนี้


               ลองสังเกตดู เพลงที่แปลกๆหรือเพลงหลอนๆ จะสร้างจินตนาการได้ดี เหมือนกับ the Memory of Trees เป็นเพลงที่เราหาทางออกได้เสมอ


ป่ากับแสงธรรมชาติ




                                                                     เพลง the Memory of Trees


                                                                      เพลง Only Time

What a Wonderful World เพลงคลาสสิคแนวคิดบวก

Louis Armstrong


              เพลง What a Wonderful World เป็นเพลงที่ผู้เขียนชอบอีกเพลงหนึ่ง เพราะว่าเป็นเพลงที่มีการแต่งที่เหมือนการเล่าเรื่อง เกี่ยวกับชีวิตของคนๆหนึ่งซึ่งธรรมดาสามัญที่สุด โดยในเนื้อหาของเพลงเล่าถึงความหวัง ที่ได้มองเห็นทารกเติบโตขึ้นมาบนโลกใบนี้ หรือแม้กระทั่งการเห็นคนที่เดินผ่านไปมา แล้วเกิดการคิดคำนึงขึ้นมา ทั้งนี้บทเพลง What a Wonderful World ได้ถูกขับร้องในปี 1967 โดย Louis Armstrong นักร้องผิวสีที่ร้องและถ่ายทอดออกมาได้ดี ทำให้บทเพลงที่รู้สึกถึงการมองเห็นความหวังในอนาคตจากผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งจริงๆ  อย่างประโยคที่ร้องว่า


I hear baby's cry, and I watched them grow
They'll learn much more than I'll ever know 
And I think to myself what a wonderful world.
Yes, I think to myself what a wonderful world.



               ด้วยความที่บทเพลงที่เรียบง่ายมาผสมกับดนตรีแบบแจ๊สแล้ว เวลาฟังทำให้รู้สึกว่าบทเพลงมีความคลาสสิคในตัวมันเอง และเป็นเพลงแนวคิดบวก ซึ่ง What a Wonderful World ถูกแต่งขึ้นในสหรัฐอเมริกาโดย Bob Thiele แต่กลับไปประสบความสำเร็จที่อังกฤษ ที่สำคัญยังเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับBob Thiele และ Louis Armstrong ซึ่งปัจจุบันเพลงนี้ยังถูกนำมาร้องหลายครั้ง เพราะมันเป็นเพลงที่สามารถเข้ากับทุกยุคสมัยเพราะความเรียบง่ายนั่นเอง



Louis Armstrong - What a wonderful world





                                            What a Wonderful World โดย Louis Armstrong

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

เพชรเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด โดย Marilyn Monroe

Marilyn Monroe


               Diamonds are a girl's best friend เป็นเพลงที่ร้องโดย Marilyn Monroe  ที่บอกถึงผู้หญิงกับเครื่องเพชรเป็นของคู่กัน โดย Marilyn Monroe แสดงเป็นผู้หญิงสวยแต่อับปัญญาในภาพยนตร์เรื่อง Gentlemen Prefer Blondes โดยคาแรกเตอร์เป็นผู้หญิงที่ตาลุกวาวกับเพชรนิลจินดา และความร่ำรวย เธอเลยจ้องหาสามีรวยๆซักคนไว้บำรุงบำเรอเธอ แล้วเธอก็ได้หมั้นกับเศรษฐีหนุ่มที่แสนจะซื่อ(บื้อ)ที่ซื้อทุกอย่างให้ แต่พ่อพระเอกก็รู้สึกไม่ไว้ใจเลยจ้างนักสืบตามสืบ เนื้อเรื่องเป็นหนังเบาสมองทั่วไป แต่ว่าภาพยนตร์เป็นแนวบรอดเวย์ มีความคลาสสิก สนุกสานคลายเครียดได้ดี ถ้าใครชอบละครเวทีคงชอบหนังเรื่องนี้

               เพลงนี้ถือเป็นตัวแจ้งเกิดให้กับ Marilyn Monroe และมีคำกล่าวว่าผู้หญิงผมบลอน์(สวย)มักโง่ ก็มีที่มาจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ้ามานั่งดูในปัจจุบัน เห็นว่าหนังเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์ของยุค 50 นั่นคือ คลาสสิก หรูหรา ทุกอย่างดูสวยงาม โดย Madonna เคยได้แรงบันดาลใจจากคาแรกเตอร์นี้มาใช้ในเพลง Material Girl ในปี 1984










วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

Wall in your heart กำแพงของหัวใจในยุค 2000

Wall in your heart โดย Shelby Lynne


              เพลงฟังสบายๆอย่าง เพลง Wall in your heart ร้องโดย Shelby Lynne เป็นเพลงในยุค 2000 ซึ่งเป็นเพลงที่ดังในระยะหนึ่งในบ้านเรา เนื่องจากเพลงนี้ได้เป็นเพลงประกอบโฆษณา Orange ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น True จำได้เลยว่าผู้เขียนเริ่มสนใจเพลงนี้จากโฆษณา Orange นี่แหละ ฟังแล้วเพลินดีแท้ๆ กลายเป็นว่าทั้งโฆษณา ทั้งเพลงประกอบเลยดังและเป็นกระแสในช่วงนั้น

               ซึ่งจริงๆแล้วเพลง Wall in your heart เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Shallow Hal ในปี 2001 แต่มันก็ไม่เป็นกระแสเท่าเป็นเพลงประกอบโฆษณา ผู้เขียนเคยดูหนังเรื่องนี้(หลายรอบ)อยู่ รู้สึกว่าหนังมันเด่นกว่าเพลง เลยสนุกกับหนังมากกว่า นั่นมันอาจเป็นเพราะว่า โฆษณาในบ้านเราจะชอบเล่นอารมณ์และความรู้สึกของคน ทำให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่าย โดยสื่อถึงชีวิตของคนในปัจจุบันที่สื่อถึงความแตกต่างกัน 2 ขั้วแม้จะอยู่ในสังคมเดียวกัน  แล้วเพลง Wall in  your heart ก็ตรงประเด็นของเนื้อหาโฆษณาพอดี คือการเข้าไปในกำแพงหัวใจ





วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

the Young Ones เพลงที่คนอังกฤษชอบในยุค 60

The Young Ones


               เพลงเก่าสไตล์ผู้ดีอังกฤษอย่างเพลง the Young Ones ที่ร้องโดย Cliff Richard เป็นบทเพลงประกอบภาพยนตร์ในยุค 60 ที่ฮิตและเป็นที่นิยมมากในประเทศอังกฤษ(ในยุคนั้น) เรียกได้ว่าคนอังกฤษชื่นชอบมาก ทำให้บทเพลงนี้กลายเป็นเพลงที่เป็นสัญลักษณ์ของ Cliff Richard และบอกถึงความเป็นอังกฤษ คือ เมื่อนึกถึง Cliff Richard ก็จะต้องนึกถึงเพลง the Young Ones 

               เนื้อหาของเพลงเป็นบทเพลงรักของหนุ่มสาว ความใฝ่ฝัน ความอิสระ การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะวัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่แข็งแรงที่สุดแล้ว เหมือนประโยคในเพลงที่ร้องว่า

The Young Ones
Darling, we're the young ones
And young ones
Shouldn't be afraid
ท่อนแรกบอกว่า คนหนุ่มสาว ที่รักเราคือคนหนุ่มสาว ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว

To live, love
While the flame is strong
'Cause we may not be the young ones
Very long
ท่อนสองบอกว่า ในขณะที่เรายังมีไฟ มีความแข็งแรง ก็ควรจะใช้ชีวิต 
และมีความรัก เพราะไฟของความเป็นหนุ่มสาวอยู่ได้ไม่นาน






               ส่วนดนตรีที่ประกอบเพลง the Young Ones ได้วงดนตรี the Shadow มาเล่นกีต้าร์ประกอบ ถ้าฟังดีๆแล้ว ทำนองเพลงจะมีความคลาสสิคแบบยุโรปผสมกับความเป็นร็อค(จากกีต้าร์) ซึ่งไม่ค่อยดิบ(เถื่อน)เท่าของอเมริกา แต่เพลงออกแนวเรื่อยๆ ฟังแล้วน่าจะจิบน้ำชายามบ่ายตามสไตล์อังกฤษ


วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เพลงเปาปุ้นจิ้นที่ฮิตที่สุด



          เพลงจีนที่ฮิตมากในสมัยยุค 90 คือเพลงประกอบซีรีย์เปาปุ้นจิ้น เป็นดนตรีที่ฟังแล้วติดหูมาก ดนตรีและคำร้องลงตัว อย่างเพลงความฝันของผีเสื้อคู่รักใหม่(新鸳鸯蝴蝶梦) เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั้งไต้หวันและประเทศไทย เด็กๆหรือผู้ใหญ่ในยุคนั้นน่าจะร้องกันได้ ไม่ว่าจะร้องมั่วหรือร้องถูกก็ตาม แม้ว่าซีรีย์จะมีเพลงใหม่ๆออกมา แต่ความดังก็ไม่เท่ากับเพลงนี้ 

              แม้ว่าเนื้อหาของเพลงจะเกี่ยวกับความรัก แต่เมื่อมาอยู่ในเพลงประกอบซีรีย์ที่เน้นเรื่องคุณธรรม ทำให้มันดูลงตัวอย่างมาก เพราะเนื้อหาของเพลงมีแง่คิดในเรื่องของความรักที่เป็นแนวปรัชญา ที่บอกถึงความรักของคนสองคนที่จะครองคู่กัน ว่าความรักกับความทุกข์มันอยู่ใกล้กัน มีพบก็ต้องมีจากเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อตีความออกมาจะรู้สึกเศร้าๆนิดหน่อย แต่ก็นั่นแหละมันคือสัจธรรม




วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มาฟังเพลงละตินกันเถอะ



               เพลงละตินเป็นเพลงและดนตรีที่มีจังหวะสนุก มีท่วงทำนองชวนให้ขยับและเต้น มีความร่าเริงเพลิดเพลินในดนตรี โดยเพลงละตินนิยมมากในแถบอเมริกาใต้ อย่าง บราซิล อาร์เจนตินา คิวบา โคลอมเบีย และประเทศในแถบทะเลแคริเบียน ภาษาที่ใช้ในเพลงส่วนใหญ่เป็นภาษาสเปน ภาษาโปรตุกีส และภาษาอังกฤษบางส่วนในละตินอเมริกา

               เพลงแนวละตินเหมาะกับการสร้างความบันเทิง ความสนุกมากกว่าการฟังเพื่อพักผ่อน  จังหวะของเพลงเหมาะกับการก้าวขา สเตปการเดินและเต้น และใช้พื้นที่การเต้นค่อนข้างมาก เหมือนกับการเต้นลีลาศนั่นเอง .ในปัจุบันเพลงละตินเป็นที่นิยมในอเมริกา โดยดัดแปลงเพลงละตินเป็นเพลงป๊อปละติน เพลงป๊อป และแจ๊ส





วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฟังเพลงไทยบรรเลง มนต์เสน่ห์เสียงขลุ่ย

             

               เสียงดนตรีบรรเลงมักสร้างความเพลิดเพลินและความผ่อนคลายให้กับคนฟัง เสียงขลุ่ยก็เช่นกัน เป็นเสียงดนตรีที่มีมนต์ขลัง มีเสน่ห์ เมื่อนำมารวมกับดนตรีประเภทอื่นๆด้วยแล้ว ขลุ่ยจึงเปรียบเสมือนนักร้องนำ หรือเป็นตัวดำเนินเรื่อง  และดนตรีอื่นเป็นนักร้องประสานเสียง เมื่อได้ฟังแล้ว เราสามารถรับรู้เรื่องราวความรู้สึกของบทเพลง ได้โดยไม่ได้ยินคำร้องหรือคำพูดใดๆ

               เสียงดนตรีประเภทเป่าอย่าง ขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ที่ผู้เขียนชอบมากอีกประเภท ยิ่งมาบรรเลงกับเพลงไทย ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้น เราสามารถซึบซับความเป็นวัฒนธรรม(ไทย)ได้โดยง่าย ให้ความรู้สึก อารมณ์และความเป็นอยู่ของไทย

              อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ปรมาจารย์เครื่องดนตรีประเภทเป่าอย่าง ขลุ่ย ได้ถ่ายทอดบทเพลงไทยผ่านเสียงดนตรีได้เป็นอย่างดี เสียงเป่าที่บรรเลงได้แสดงความรู้สึกนึกคิด มีความสุขหรือเศร้าหมอง ผ่านผู้ฟังเสียงเพลงบรรเลง ซึ่งเราสามารถสร้างจินตนาการได้จากการฟัง

นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่า มันเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ ไม่ใช่สิ่งที่เชยหรือล้าสมัยแต่อย่างใด






วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

San Francisco บทเพลงที่เป็นตัวแทนของเสรีภาพ

San Francisco โดย Scott Mc Kenzie

การแต่งกายแบบฮิปปี้ ที่มักมีดอกไม้ประดับไว้บนศีรษะ


               บทเพลงในยุค 60 หรือยุคฮิปปี้ อย่าง San Francisco ที่แต่งและขับร้องขึ้นในปี 1967 โดย Scott Mc Kenzle  โดยเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล  the Monterey Pop Festival ซึ่งเนื้อหาของบทเพลง San Francisco จะเล่าถึงคนหนุ่มสาวในยุคซิตี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ถ้าคุณจะเดินทางไปซานฟรานซิสโก คุณต้องแน่ใจว่าคุณมีดอกไม้ประดับอยู่บนศีรษะของคุณ ซึ่งสัญลักษณ์ของดอกไม้ มันเป็นตัวแทนของอิสระและเสรีภาพของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น

               อาจจะเรียกได้ว่าในยุค 60-70 เป็นยุคที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ต่อต้านและเริ่มสิ่งใหม่ๆที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และเป็นยุคที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในยุคต่อๆมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ศิลปะ การแต่งกาย และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งผู้เขียนชอบดนตรีในยุค 60 - 70 อยู่หลายเพลง (คลิกฟังเพลงยุค60) แต่เพลง San Francisco เป็นเพลงที่เล่าวัฒนธรรมของคนที่เติบโตในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี



the Monterey Pop Festival 



วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ย้อนรอยหนังเพลงในยุค 70



ภาพยนตร์เรื่อง Grease ในปี 1978

               ถ้าจะพูดถึงภาพยนตร์เพลงในยุค70 อันดับต้นๆที่ยังคงความคลาสสิคคงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Grease ซึ่งเป็นหนังเพลงวัยรุ่นในปี 1978 ที่มีนักร้องอย่างวง Bee Gees ที่โด่งดังมากในยุคนี้มาร้องเพลงประกอบภาพยนตร์  ซึ่งในยุค 60 -70 เป็นยุคของนักร้อง นักดนตรี และคนหนุ่มสาว โดยด้านความบันเทิงในยุคนี้เติบโตเร็วมาก ภาพยนตร์เรื่อง Grease สามารถเข้าถึงวัยรุ่นยุค 70 ได้เป็นอย่างดี

               Grease ได้นางเอกเสียงดีอย่าง Olivia Newton John และพระอก John Travolta ที่ในยุคนั้น Travolta เป็นพระเอกที่มีความสามารถในการเต้น(ดิสโก้) โดยเนื้อหาของหนังเล่าถึงเรื่องราวชีวิตไฮสคูลอเมริกัน ที่ใช้ชีวิตสนุกสุดเหวี่ยง มีทั้งความรัก และมิตรภาพ


ภาพยนตร์เรื่อง Grease

ภาพยนตร์เรื่อง Grease


               ลักษณะเพลงและดนตรีของ Grease มีความเป็นดิสโก้จากการร้องของวง Bee Gees และเพลงป๊อปของยุคนั้น และบทเพลงของภาพพยนตร์ฮิตมากในอเมริกาหลังจากที่หนังฉาย ซึ่งเพลงฮิตๆของ Grease ก็มีเพลงอย่าง Summer Night , You're The One That I Want, We go together และ Grease

ภาพยนตร์เรื่อง Grease เป็นต้นแบบให้กับหนังเพลงไฮสคูลในยุคหลังๆ







วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Don't You Worry Child โดย Piano Guy


Don't You Worry Child โดย Piano Guy

               บทเพลง Don't You Worry Child ต้นฉบับเดิมเป็นของวง Swedish House Mafia ที่เป็นวงดนตรีสัญชาติสวีเดน โดย Piano Guy ได้นำมาเรียบเรียงใหม่ โดยปรับทำนองเพลงแบบตะวันออก(อินเดีย) ผู้ที่ร้องเพลงคือ Shweta Subram นักร้องบอลลีวูดลูกครึ่งอินโด-แคนาดา เธอมีความสามารถในการร้องเพลงภาษาฮินดีและการเต้นแบบบอลลีวูด ซึ่งทำให้การรวมตัวของ Piano Guy และ Shweta Subram มีการผสมผสานกันลงตัวระหว่างดนตรีแบบตะวันออกและดนตรีตะวันตก โดยใช้เทคนิคเสียงดนตรีของเชลโล เปียโน และทำนองการขับร้อนแบบฮินดี ทำให้บทเพลงมีความแปลกใหม่ระหว่างสองวัฒนธรรม